สโมสรฟุตบอลชลบุรี

สโมสรฟุตบอลชลบุรี

ยุคเริ่มต้น (โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา)

ทีมสโมสรฟุตบอลจังหวัดชลบุรี แต่เดิมเป็น ทีมสโมสรฟุตบอลของโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟุตบอลสโมรสรชิงถ้วยพระราชทาน ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับทีม สโมสรสันนิบาตสมุทรปราการ โดยใช้ชื่อ สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ได้เข้าแข่งขันใน ดิวิชัน 1

ต่อมาได้ย้ายไปเล่นใน โปรวินเชียลลีก ในชื่อ สโมรสรฟุตบอลชลบุรี และได้แยกทีม สโมสรฟุตบอลชลบุรี-สันนิบาตสมุทรปราการ ซึ่งเล่นในดิวิชัน 1 อยู่ โดยทีมสโมสรชลบุรีนั้นได้นำผู้เล่นจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และได้ชนะเลิศโปรลีกในปี 2548 และได้เลื่อนมาเล่นใน ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปี 2549

ในปี 2549 ทีมชลบุรี ร่วมลงแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ในนามของ สโมสรราชประชา และเข้าร่วมแข่ง สิงคโปร์คัพ และได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้อันดับสอง รองจาก สโมสรฟุตบอลทัมปิเนสโรเวอร์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

ยุคปัจจุบัน

ในปี 2550 สโมสรฟุตบอลชลบุรี ภายใต้การนำของหัวหน้าผู้ฝึกสอน จเด็จ มีลาภ สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศ ในการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2550 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร และได้สิทธิเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลรายการเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก

ปี 2551 สโมสรฟุตบอลชลบุรีสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก ประจำปี 2550 มาได้ แต่ไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกไว้ได้ ทำได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศ ส่วนทีมชนะเลิศได้แก่สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ปัจจุบันคือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ทำให้ต้องไปเล่นในรายการเอเอฟซีคัพซึ่งเป็นถ้วยรองในระดับทวีปเอเชียแทน

ปี 2552 สโมสรฟุตบอลชลบุรี มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน โดยได้เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จากจุฬายูไนเต็ด มาคุมทีมแทนจเด็จ มีลาภ ที่ย้ายไปคุมทีมพัทยายูไนเต็ด ในปีนี้สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก. ประจำปี 2551 มาครองได้อีกครั้ง แต่ในฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยทำได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง ส่วนทีมชนะเลิสได้แก่สโมสรฟุตบอลเมืองทอง-หนองจอกยูไนเต็ด

ในปี 2553 สโมสรฟุตบอลชลบุรีได้ จเด็จ มีลาภ กลับมาคุมทีมอีกครั้ง พร้อมกับย้ายสนามเหย้าจากสนามสิรินธร โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา มาที่สนามสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี ในฤดูกาลนี้ สโมสรฟุตบอลชลบุรีทำได้เพียงอันดับที่ 3 ในการแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก แต่ก็ยังสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศฟุตบอลถ้วยในรายการมูลนิธิไทยคมเอฟเอคัพมาครองได้ เป็นครั้งแรก ทำให้ได้รับสิทธิเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้ามร่วมแข่งขันฟุตบอลรายการเอเอฟซีคัพ ประจำปี 2554

ในปี 2554 สโมสรฟุตบอลชลบุรีย้ายสนามเหย้าจากสนามสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตขลบุรี มาใช้สนามชลบุรีสเตเดียม โดยได้ วิทยา เลาหกุล ลงมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเต็มตัว ทำงานร่วมกับ จเด็จ มีลาภ ซึ่งในปีเดียวกันนี้สโมสรสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก. ประจำปี 2553 มาครองไว้ได้ ซึ่งถือเป็นสมัยที่สามในประวัติศาสตร์สโมสร และจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศไทยพรีเมียร์ลีกเป็นสมัยที่ 3 แต่ได้สิทธิเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกในรายการเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง เพราะบุรีรัมย์ยูไนเต็ดได้ตำแหน่งชนะเลิศไทยพรีเมียร์ลีกและชนะเลิศเอฟเอคัพทั้งสองรายการ ทำให้สิทธิตัวแทนประเทศไทยอีกทีมจึงตกเป็นของชลบุรี

ปี 2555 สโมสรฟุตบอลชลบุรีเปลี่ยนผู้สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาจากเอฟบีทีเป็นไนกี้[4][5] และเริ่มเปิดฤดูกาลด้วยการป้องกันตำแหน่งชนะเลิศรายการฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ไว้ได้อีกสมัย โดยการเฉือนเอาชนะจุดโทษสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไป 6 ประตูต่อ 5 ภายหลังเสมอในเวลา 90 นาที 2 ประตูต่อ 2 ส่วนในรายการไทยพรีเมียร์ลีกนั้น ชลบุรีทำได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศ เป็นสมัยที่ 4

[แก้]ประวัติเพิ่มเติมของสโมสร

แผนการจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคล

เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 สโมสรฟุตบอลชลบุรีเตรียมจดทะเบียนสโมสรให้อยู่ในรูปของบริษัทนิติบุคคล โดยใช้ชื่อ บริษัท สโมสรฟุตบอลชลบุรี จำกัด พร้อมกับจดลิขสิทธิ์ฉายา ฉลามชล และโลโก้ปลาฉลามของสโมสรด้วย ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่อย่างเต็มตัวในการแข่งขันไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลปี พ.ศ. 2552 เพื่อความสะดวกในการวางงบประมาณทำทีมและแผนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ อรรณพ สิงห์โตทอง ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ประมาณการว่าจะใช้เงินทุนในการจัดตั้งไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 7 คน ส่วนอุปสรรคที่จะได้พบหลังจากการจดทะเบียน คือ สโมสรรวมถึงนักฟุตบอลทุกคนจะต้องเสียภาษีรวมแล้วประมาณร้อยละ 7 ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับงบประมาณการทำทีมที่ได้รับทุกปี โดยในประเด็นนี้ อรรณพกล่าวว่าจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นพอที่จะใช้จ่ายในทุกด้าน[6]

[แก้]เข้าร่วมแข่งขันในระดับทวีปครั้งแรก

ทีมชลบุรีได้สิทธิร่วมแข่งขันในเอเอพซีแชมเปียนส์ลีกในฐานะผู้ชนะเลิศไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2550 โดยภายหลังจากจับฉลากแบ่งสาย ชลบุรีได้อยู่ในสาย G แข่งขันกับ เมลเบิร์น วิกตอรี (ออสเตรเลีย) กัมบะ โอซะกะ (ญี่ปุ่น) และ ชุนนัม ดรากอนส์ (เกาหลีใต้) โดยทีมชลบุรีได้ใช้ สนามศุภชลาศัย เป็นสนามเหย้าแทน สนามเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งไม่ผ่านการตรวจมาตรฐานของ เอเอฟซีซึ่งทีมชลบุรี โชว์ฟอร์มใน 2 นัดแรกได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อนัดแรกสามารถบุกไปเสมอกัมบะ โอซะกะได้ถึงถิ่น แบบชนิดที่เรียกว่าโดนเจ้าถิ่นตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอย่างน่าเสียดาย และต่อมาในนัดที่สอง สามารถเปิดบ้านไล่ถล่ม เมลเบิร์น วิคตอรี่ ยอดทีมจากออสเตรเลีย ไปได้แบบขาดลอย 3 ประตูต่อ 1 แต่ทว่า ใน 4 นัดที่เหลือ ชลบุรีสามารถเก็บเพิ่มได้อีกแค่แต้มเดียว ในนัดที่เปิดรังเสมอกับ ชุนนัม ดรากอนส์ จากเกาหลีใต้ ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว ชลบุรีจึงได้อันดับบ๊วยของกลุ่ม ชวดเข้าไปเล่นในรอบต่อไปในที่สุด อย่างไรก็ดี ถือว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจสำหรับชลบุรี สำหรับในการแข่งขันระดับทวีปครั้งแรก

เอเอฟซีคัพ 2554

ทีมชลบุรีได้สิทธิร่วมแข่งขันในรายการเอเอฟซีคัพหลังทำได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2551 ซึ่งรายการนี้เป็นรายการที่รองมาจากเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก โดยภายหลังจากจับฉลากแบ่งสายรอบแรก ชลบุรีได้อยู่ในสาย G โซนตะวันออก โดยอยู่ร่วมสายเดียวกับทีม ฮานอย เอซีบี (เวียดนาม) อีสเทิร์น แอธเลติก (ฮ่องกง) และ เคดาห์ (มาเลเซีย) [7]

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมชลบุรีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์ของกลุ่ม G ไปเจอกับทีม พีเอสเอ็มเอส เมดาน จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งชลบุรีเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4 ประตูต่อ 0[8] ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ พบกับบินห์เยือง สโมสรจากเวียดนาม แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อทีม ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ในปี พ.ศ. 2554 ทีมชลบุรีได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขันรายการเอฟเอคัพอีกครั้งในฐานะแชมป์เอฟเอคัพ ผลการจับสลากแบ่งสายชลบุรีได้อยู่สาย H ร่วมสายกับ สโมรเปอซิปุระชัยปุระ จากซูเปอร์ลีกอินโดนีเซีย สโมสรเซาต์ไชน่า จากประเทศฮ่องกง และสโมสรคิงฟิชเชอร์อีสต์เบงกอล จากประเทศอินเดีย ผลการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มปรากฏว่าชลบุรีสามารถคว้าอันดับที่หนึ่งของกลุ่ม H ด้วยผลงาน ชนะ 4 เสมอ 1 และแพ้ 1 มี 13 คะแนน ได้สิทธิเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายและได้สิทธิเล่นเป็นเจ้าบ้านพบกับสโมสรฟุตบอลศรีวิจาย่า จากประเทศอินโดนีเซีย[9] และสามารถเอาชนะเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ โดยเข้าไปพบกับทีมนาซาฟจากอุซเบกิสถาน โดยชลบุรีเป็นฝ่ายแพ้การดวลจุดโทษนาซาฟหลังประตูรวมสองนัดเท่ากัน 1 ประตู ต่อ 1 ตกรอบไปในที่สุด

[แก้]เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2555

ภายหลังจากเอเอฟซีปรับจำนวนทีมจากประเทศไทยให้สามารถเข้าร่วมแข่งขันในรายการเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม 1 ทีม และรอบคัดเลือกอีก 1 ทีม ทำให้ชลบุรีได้สิทธิเข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกโซนตะวันออกอีกครั้ง ด้วยสาเหตุที่ว่าทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดคว้าตำแหน่งชนะเลิศทั้งรายการไทยพรีเมียร์ลีกและรายการเอฟเอคัพทั้งสองรายการ ทำให้ชลบุรีซึ่งได้ตำแหน่งรองชนะเลิศไทยพรีเมียร์ลีกใด้สิทธิตัวแทนของประเทศไทยอีกหนึ่งทีม โดยจะเข้าไปพบกับโปฮัง สตีลเลอร์ส จากเกาหลีใต้ ก่อนที่จะเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มต่อไป แต่ก็แพ้ไปด้วย สกอร์ 2-0 จึงตกมาเล่นในรายการรองอย่างเอเอฟซีคัพ 2012

เอเอฟซีคัพ 2555

หลังจากที่ตกรอบ เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก จากการบุกไปแพ้ โปฮัง สตีลเลอร์ส ของเกาหลีใต้ไป 2-0 ชลบุรีได้สิทธ์ไปเล่นใน เอเอฟซีคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรองของเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก โดยชลบุรีได้อยู่ใน กลุ่ม G กับย่างกุ้ง ยูไนเต็ด จาก พม่า โฮม ยูไนเต็ด จาก สิงคโปร์ และ ซิตี้เซนต์ แอธแลนติก จาก ฮ่องกง ซึ่งชลบุรี ได้แชมป์ของกลุ่ม G และ โฮม ยูไนเต็ด เป็นรองแชมป์

โดยชลบุรีและโฮม ยูไนเต็ดได้มีสิทธ์ไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ โดยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ชลบุรีได้เจอกับ อัล ซาวร่า รองแชมป์ กลุ่ม E จาก อิรัก โดยได้ทำการแข่งขันในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555เวลา 19.00 (ตามท้องถิ่น) ที่ ชลบุรีสเตเดียม จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ผลปรากฏว่า ชลบุรี ชนะ อัล ซาวร่าไปได้ 1-0 จากประตูของ พิภพ อ่อนโม้ ในนาทีที่ 8 จึงเลยผ่านเข้ารอบไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย[10]

ชลบุรีได้ไปเจอกับ สโมสรกีฬาอัลชอร์ตา จาก ซีเรีย โดยรอบแรกเล่นที่ ชลบุรีสเตเดียม ผลปรากฏว่า ชลบุรีแพ้ไป 2-1 ทั้งที่นำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 3 จาก ตีอาโก คุนญา[11] และรอบสองได้ไปเล่นที่สนาม ปรินทส์ โมฮัมเหม็ด สเตเดียม ที่ ประเทศจอร์แดน เนื่องจากสนามเหย้าของอัลชอร์ต้าซึ่งอยู่ใน ประเทศซีเรีย ในเมือง ดามัสกัสได้มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น ทางเอเอฟซีเลยได้ปรับให้มาเล่นที่สนามของ ประเทศจอร์แดนแทน ซึ่งผลปรากฏว่าครบ 90 นาที ชลบุรีนำอยู่ 2-1 แต่รวมสกอร์แล้วยังเสมออยู่ 3-3 เลยต้องต่อเวลาพิเศษไป แล้วผลปรากฏว่าชลบุรีได้ 2 ประตู จาก ติอาโก คุนญา ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พอครบ 120 นาที ชลบุรีจึงบุกไปชนะได้ 4-2 แล้วรวมสกอร์จากรอบแรก ชลบุรีชนะไป 5-4 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของวงการฟุตบอลไทย ที่สโมสรฟุตบอลในไทยได้ผ่านรอบแปดทีมสุดท้ายเข้าไปแข่งในรายการ เอเอฟซีคัพ ได้ โดยรอบก่อนรอบรองชนะเลิศ ชลบุรีจะได้พบทีม สโมสรฟุตบอลอาร์บิล จาก อิรัก[12]

ผู้เล่น

ผู้เล่นทีมหลัก

ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555[13] หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
2 ธงชาติของไทย DF สุรีย์ สุขะ
3 ธงชาติของไทย MF ณัฐพงษ์ สมณะ
4 ธงชาติของไทย DF เกียรติประวุฒิ สายแวว
6 ธงชาติของไทย DF สุทธินันท์ พุกหอม
7 ธงชาติของไทย MF อาทิตย์ สุนทรพิธ
8 ธงชาติของไทย MF เทิดศักดิ์ ใจมั่น (รองกัปตันทีม)
10 ธงชาติของไทย FW พิภพ อ่อนโม้ Captain sports.svg
11 ธงชาติของไทย DF อนุชา กิจพงษ์ศรี
13 ธงชาติของไทย FW อนุวัฒน์ นาคเกษม
14 ธงชาติของไทย FW ไกรกิตติ อินอุเทน
15 ธงชาติของโกตดิวัวร์ DF โฟเด บองกาลี ไดกีเต
18 ธงชาติของไทย GK สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
19 ธงชาติของไทย MF อดุลย์ หละโสะ
20 ธงชาติของไนจีเรีย FW ซามูเอล เบงกา อาจายี
 
No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
21 ธงชาติของไทย MF สุกรี อีแต
22 ธงชาติของญี่ปุ่น MF คะซุโตะ คุชิดะ
23 ธงชาติของไทย DF อภิรัตน์ หีมขาว
24 ธงชาติของไทย FW เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์
25 ธงชาติของไทย DF ชลทิตย์ จันทคาม
26 ธงชาติของบราซิล DF แอนเดอร์สัน ดอส ซานโตส
28 ธงชาติของไทย GK หัสชัย แสนกล้า
29 ธงชาติของไทย DF เจษฎากร เหมแดง
31 ธงชาติของไทย FW นูรูล ศรียานเก็ม
33 ธงชาติของไทย FW อัครวินท์ สวัสดี
34 ธงชาติของไทย FW นพนนท์ คชพลายุกต์
35 ธงชาติของไทย DF พุทธินันท์ วรรณศรี
37 ธงชาติของบราซิล FW ติอาโก คุนญา
38 ธงชาติของไทย DF อนุสรณ์ สุจริต

หมายเหตุ: หมายเลขเสื้อ หมายเลข 12 ได้ยกเลิกเพื่อใช้เป็นตัวแทนของแฟนคลับชลบุรี เอฟซี (ผู้เล่นคนที่ 12)

[แก้]อดีตผู้เล่นคนสำคัญ

[แก้]สัญลักษณ์สโมสร

สัญลักษณ์สโมสรเก่า พ.ศ. 2546 – 2547

สัญลักษณ์สโมสรเก่า พ.ศ. 2547 – 2555

ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ณ สนามชลบุรีสเตเดียม สโมสรฟุตบอลชลบุรีได้จัดพิธีเปิดตัวสัญลักษณ์สโมสรใหม่ ทดแทนสัญลักษณ์แบบเดิมที่ใช้งานมายาวนานนับสิบปี ทั้งนี้นายวิทยา คุณปลื้ม ประธานสโมสร ได้กล่าวถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ว่าต้องการปรับปรุงภาพลักษณ์ของสโมสรให้มีความเป็นมืออาชีพพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ จึงต้องมีการพัฒนาสัญลักษณ์สโมสรให้มีความเป็นสากลและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง[14]

เจ้าหน้าที่สโมสร

บริษัท ชลบุรี เอฟ.ซี. จำกัด
ฝ่ายบริหาร
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทีมและเทคนิค

[แก้]ผู้จัดการทีมที่ผ่านมา

ปี ชื่อ หมายเหตุ
2547-2549 ธงชาติของไทย วิทยา เลาหกุล ชนะเลิศ โปรลีก 2548
2550-2551 ธงชาติของไทย จเด็จ มีลาภ ชนะเลิศ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2550 ,ชนะเลิศ ถ้วย ก. ครั้งที่ 73 และ 74
2552 ธงชาติของไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง รองชนะเลิศ ไทยพรีเมียร์ลีก 2552
2553-2554 ธงชาติของไทย จเด็จ มีลาภ ชนะเลิศ เอฟเอคัพ ,ชนะเลิศ ถ้วย ก. ครั้งที่ 76
2554-ปัจจุบัน ธงชาติของไทย วิทยา เลาหกุล รองชนะเลิศ ไทยพรีเมียร์ลีก 2554,ไทยพรีเมียร์ลีก 2555 ,ชนะเลิศ ถ้วย ก. ครั้งที่ 77

[แก้]ผลงาน

ลีก

ถ้วย

[แก้]ผลงานแบ่งตามฤดูกาล

ฤดูกาล ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ควีนสคัพ ถ้วยพระราชทาน ก เอเชีย ผู้ทำประตูสูงสุดในลีก
ระดับ เล่น ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม ตำแหน่ง ชื่อ ประตู
2548 โปรลีก ? ? ? ? ? ? ? 1st              
2549 ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 22 5 12 5 29 28 27 8th           พิภพ อ่อนโม้ 7
2550 ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 30 19 6 5 50 25 63 1st           พิภพ อ่อนโม้ 16
2551 ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 30 15 14 1 34 14 59 2nd       ชนะเลิศ แชมเปียนลีกส์-แบ่งกลุ่ม พิภพ อ่อนโม้ 5
2552 ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 30 18 8 4 50 30 62 2nd รอบ 16 ทีม   รองชนะเลิศ ชนะเลิศ เอเอฟซีคัพ-ก่อนรองชนะเลิศ โคเน่ โมฮัมเหม็ด 14
2553 ไทยพรีเมียร์ลีก 30 17 9 4 57 28 60 3rd ชนะเลิศ รอบ 2 รองชนะเลิศ     พิภพ อ่อนโม้ 10
2554 ไทยพรีเมียร์ลีก 34 20 9 5 58 29 69 2nd รอบ 5 รองชนะเลิศ   ชนะเลิศ เอเอฟซีคัพ – ก่อนรองชนะเลิศ พิภพ อ่อนโม้ 15
2555 ไทยพรีเมียร์ลีก 34 21 7 6 65 33 70 2nd รอบ 3 ก่อนรองชนะเลิศ   ชนะเลิศ เอเอฟซีคัพ – รองชนะเลิศ พิภพ อ่อนโม้ 14
2556 ไทยพรีเมียร์ลีก                              
ชนะเลิศ รองชนะเลิศ เลื่อนชั้น ตกชั้น

[แก้]สโมสรพันธมิตร

อ้างอิง

  1. ^ “เกี่ยวกับสโมสร”chonburifootballclub.com. สโมสรฟุตบอลชลบุรีเอฟซี.http://www.chonburifootballclub.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3/. เรียกข้อมูลเมื่อ 10 มีนาคม 2555.
  2. ^ “เกี่ยวกับสโมสร”chonburifootballclub.com. สโมสรฟุตบอลชลบุรีเอฟซี.http://www.chonburifootballclub.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3/. เรียกข้อมูลเมื่อ 10 มีนาคม 2555.
  3. ^ ประวัติทีม : ชลบุรี เอฟซี
  4. ^ ไนกี้จัดหนักควัก 45 ล้าน หนุนชลบุรี 3 ปี จากหนังสือพิมพ์สยามกีฬา ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555
  5. ^ ชลบุรี เอฟซี’ จับมือ ‘ไนกี้” เปิดตัวชุดแข่งใหม่สุดอลังการ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555
  6. ^ ชลบุรีพร้อมจดทะเบียน-แจงข่าวร้ายปล่อยฟาเบียโน่http://www.siamsport.co.th (เรียกข้อมูล 18 เม.ย. 2551.)
  7. ^ Intriguing battles in AFC Cup 2009 จาก http://www.the-afc.com สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2552
  8. ^ Chonburi 4-0 PSMS Medan จาก http://www.the-afc.com สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2552
  9. ^ AFC Cup – Schedule-Results จาก http://www.the-afc.com สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2554
  10. ^ “พิภพฮีโร่ ชลบุรีเฉือนอัลซาวร่า 1-0 ลิ่วแปดทีมเอเอฟซีคัพ
  11. ^ “ฉลามชลเซ็ง อัลชอร์ต้าบุกเฉือน 2-1 ลุ้นรอบสองเอเอฟซีคัพ
  12. ^ “คุนญ่าแฮตทริกฉลามชลบุกดับอัลชอร์ต้า 4-2 หลังต่อเวลา ลิ่วตัดเชือก
  13. ^ “ผู้เล่นของทีม สโมสรฟุตบอลชลบุรีเอฟซี”. http://www.thaipremierleague.co.th.http://www.thaipremierleague.co.th/playerslist.php?clubID=2. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 มีนาคม 2555.
  14. ^ ชลบุรี เอฟซี เผยโฉมโลโก้ใหม่ ‘ฉลามดุ’ chonburifootballclub.com. สโมสรฟุตบอลชลบุรีเอฟซี.
  15. ^ ตารางสรุปคะแนนไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก 2007 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
  16. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5
Advertisements

สโมสรฟุตบอลเอสซีจีเมืองทองยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเอสซีจีเมืองทองยูไนเต็ด

ยุคแรก (โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์)

ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด คือ วรวีร์ มะกูดี ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ภายหลังก่อตั้งทีมโรงเรียนศาสนวิทยา หรือสโมสรฟุตบอลบีอีซี เทโรศาสนปัจจุบัน 3 ปี ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลเป็นชื่อทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ เริ่มไต่เต้าจากถ้วยเล็กสุดอย่างถ้วยพระราชทานประเภท ง กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชัน 1 ฤดูกาล 2545-2546 ทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนแรกเป็น สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก[2] โดยได้วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมือง เข้ามาทำทีม แต่แค่ฤดูกาลเดียวเมื่อไม่ประสบความสำเร็จวีระ ก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชัน 1 ต่อไป[3]]เข้าสู่ระบบลีก

ฤดูกาลต่อมาของลีกดิวิชัน 1 2546 – 2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้ารับทำทีมต่อคือ สโมสรฟุตบอลหลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีสมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นผู้จัดการทีม แต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่ จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเภท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทย ให้เป็นสากลมากขึ้นจึงก่อตั้งลีกดิวิชัน 2 ขึ้นมาโดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ในฤดูกาล 2549 – 2550 ซึ่ง ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วย และปีนั้นกับลีกดิวิชัน 2 ของไทยครั้งแรกชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด โดยผู้สนับสนุนทีมคือ ระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสร[1]

ยุคเริ่มต้นความสำเร็จ

เริ่มต้นที่ปี พ.ศ. 2550 ปีนั้นทีมใช้ผู้จัดการทีมอย่างนพพร เอกศาสตราคุมทีม โดยมีโรเบิร์ต โปรคูเรอร์เป็นผู้จัดการทีม ปีนั้นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีกดิวิชัน 2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ขึ้นไปเล่นลีกดิวิชัน 1 ในปี พ.ศ. 2551 ในปีต่อมา ผู้จัดการทีมอย่างสุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชัน 1 ประจำปี 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียร์ลีก 2552 (ไทยลีก ครั้งที่ 13)

ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศ นับจากก่อตั้งสโมสรมา 20 ปีนั้น ปีนั้น เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชัน 2, ดิวิชัน 1 จนถึงลีกสูงสุดโดยใช้เวลาเพียง 3 ปี]ฤดูกาล 2553

สโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 ในฤดูกาลก่อนได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก โดยตลอดทั้งฤดูกาลก็ทำผลงานได้ดีจนได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2553 เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ซึ่งการได้ 2 สมัยนั้นทำให้มีสถิติเทียบเท่าบีอีซี เทโรศาสนธนาคารกรุงไทย และทหารอากาศ (หรือแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) [4] ส่วนก่อนฤดูกาลแข่งขันนั้นก็ได้แชมป์ ถ้วยพระราชทานประเภท ก ที่สามารถชนะการท่าเรือไทย ได้ 2-0 ส่วนถ้วยอื่น ๆ อย่างเอเอฟซีคัพ และไทยคม เอฟเอคัพ ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศฤดูกสโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ดได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ครั้งนี้ทีมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน แต่ด้วยการไปเล่นเอเอฟซีคัพ ทำให้มีการเหนื่อยล้าของนักเตะ[5]รวมถึงการเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่จากเรอเน เดอซาแยร์มาเป็นการ์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยูและเฮ็นริเก คาลิสโต ในช่วงเลก 2 ของฤดูกาลมีการเซ็นสัญญาซื้อร็อบบี ฟาวเลอร์เข้าร่วมทีม ต่อมาในเดือนกันยายน คาลิสโต ที่พาทีมตกรอบเอเอฟซีคัพ ถูกทางสโมสรปลดออก และร็อบบี ฟาวเลอร์ ตำแหน่งเพลยเออร์-เมเนเจอร์ (เป็นทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่น) โดยทำการคุมทีมนัดแรกในนัดที่พบกับเอสซีจี สมุทรสงคราม หลังจากนั้นอีกไม่นาน เมื่อเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้เพียงอันดับ 3 ในฤดูกาลนี้ ทำให้ฟาวเลอร์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง[ฤดูกาล 2555

ปูนซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) ได้เซ็นสัญญาเพื่อมาเป็นผู้สนับสนุนของทีม โดยมีมูลค่าสัญญามากถึง 600 ล้านบาท[7] และได้ทำการเปลี่ยนชื่อสนาม จาก “ยามาฮ่า สเตเดียม” มาเป็น “เอสซีจี สเตเดียม” และชื่อทีมจาก “เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด” มาเป็น “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ส่วนโลโก้ของสโมสรก็มีการเปลี่ยนให้ตัวกิเลนทั้ง 2 ตัว มีขาชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลก็ได้มีการซื้อเอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์มงคล นามนวดอัดนัน บาราคัท และมารีโอ ยูโรฟสกี เข้ามาร่วมทีม รวมถึงการเซ็นสัญญาผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ สลาวีชา วอคานอวิช โดยผลงานจบเลกแรก ด้วยการเป็นอันดับที่ 1 ของตารางไทยพรีเมียร์ลีก 2555 หลังจากนั้นก่อนเปิดเลกที่ 2 ก็ได้มีการซื้อนักเตะเพิ่มเติม โดยมีเอดีบัลโด โรคัซ เอร์โมซา ปีกทีมชาติโบลิเวีย และเปาโล เรนเกิล นักเตะบราซิล ต่อมาในช่วงเดือนกันยายน ทีมได้ตกรอบโตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการแพ้ทีโอที เอสซี และตกรอบไทยคม เอฟเอคัพด้วยการแพ้อาร์มี ยูไนเต็ด แต่ทีมยังรักษาอันดับ 1 ไว้ได้ตั้งแต่เลกแรก และจนถึงช่วงปลายเลกที่ 2 ทีมก็ยังรักษาฟอร์มที่ดีไว้ได้ จนเหลือ 3 นัดสุดท้าย เมื่อแต้มได้ทิ้งห่าง ชลบุรี เอฟซี ทีมอันดับที่ 2 มากพอที่จะได้เป็นแชมป์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล โดยมีการฉลองแชมป์ที่เอสซีจี สเตเดียม ในนัดที่พบกับชัยนาท เอฟซี โดยหลังจบเกม ทางสโมสรให้แฟนบอลได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ และให้ลงมาสัมผัสสนามหญ้าของเอสซีจี สเตเดียม รวมไปถึงให้พบกับนักฟุตบอลของทีมอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง และฤดูกาลหน้า สโมสรจึงได้สิทธิ์ไปเล่นเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม และปีนี้เองที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ทำสถิติไร้พ่ายเป็นทีมแรกของเมืองไทยและของสโมสร

สนาม

เอสซีจี สเตเดียม
เอสซีจี สเตเดียม
Yamaha stadium.jpg
ที่ตั้ง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีประเทศไทย
เจ้าของ การกีฬาแห่งประเทศไทย
ผู้ดำเนินการ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ความจุ 17,500 ที่นั่ง[1]
ใช้จัดงาน
สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด ใช้สนามเอสซีจี สเตเดี้ยมเป็นสนามเหย้า โดยสนามแห่งนี้อยู่หลังอาคารชาเลนเจอร์ นอกจากนี้ยังมีห้องวีไอพี บ็อก ให้บริการ และพื้นที่สำหรับผู้สื่อข่าว รวมถึงห้องแถลงข่าว

สำหรับสนามเอสซีจี สเตเดียม นั้นปัจจุบันมีความจุ 17,500 ที่นั่ง ได้มาตรฐานเอเอฟซี[8] ย้อนกลับไปปี พ.ศ 2550 สภาพสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ซึ่งยังเรียกว่า ธันเดอร์โดม สเตเดี้ยม แสดงพัฒนาการให้เห็นขึ้นตามลำดับ ไล่มาตั้งแต่การคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ในปี 2550 ก่อนจะก้าวไปอีกขั้นกับ แชมปืดิวิชั่น 1 ในปี 2551 ต่อด้วย แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ในปี 2552 จนแฟนคลับมีจำนวนเพื่มขึ้นตามลำดับ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อสนามเป็น ยามาฮ่า สเตเดี้ยม พร้อมลงมือก่อสร้างอัฒจรรย์ทั้ง 3ด้าน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและในปี 2553 ได้ทำการปรับปรุงพื้นสนาม โดยใช้หญ้าพันธุ์ดีอย่าง “พาสพาลัม”[9] ขณะที่ส่วนอัฒจรรย์ ที่นั่งของสนามยามาฮ่าสเตเดี้ยม ยังติดตั้งเก้าอี้ จำนวน 9,000 ที่นั้ง ในอัฒจรรย์ฝั่งทิศตะวันออก และตะวันตก ปี 2555 ได้เปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์ใหม่เป็น “เอสซีจี สเตเดียม”

ราคาตั๋ว อัฒจรรย์ทิศตะวันตก (West Stand) โซน W1-W3 และ W7 120 บาท โซน W4-W6 150 บาท[10] อัฒจรรย์ทิศตะวันออก (East Stand) โซน E1 และ E4 120 บาท โซน E2-E3 200 บาท[10] อัฒจรรย์ทิศเหนือ (North Stand) และทิศใต้ (South Stand) 100 บาท[10]

อนาคตทางเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดมีแผน 2 แผนคือ ต่อเติมให้มีความจุ 25,000 คน หรือสร้างสนามใหม่เพื่อรองรับแฟนบอล 35,000 คน ซึ่งใช้งบราว 500-700 ล้านบาท[11]

ลักษณะการเชียร์ กองเชียร์เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเรียกกันว่า “อุลตร้า เมืองทอง เชียร์ไม่มีหมด 90 นาที และ กิเลน N-ZONE” โดยมีฝั่งอัฒจรรย์ ทิศเหนือ และ ทิศใต้ เป็นโซนยืนเชียร์แต่ปัจจุบันได้ติดเก้าอี้แล้ว ส่วนอัฒจรรย์ทิศตะวันออก และตะวันตก เป็นที่นั่งติดเก้าอี้ทั้งหมด

ผลงาน

  • 2555 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2554 – ไทยคม เอฟเอ คัพ – รองชนะเลิศ
  • 2554 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 3
  • 2554 – ถ้วยพระราชทาน ก – รองชนะเลิศ
  • 2553 – ไทยคม เอฟเอ คัพ – รองชนะเลิศ
  • 2553 – เอเอฟซี คัพ – รอบรองชนะเลิศ
  • 2553 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2553 – ถ้วยพระราชทาน ก – ชนะเลิศ
  • 2552 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2551 – ไทยลีก ดิวิชั่น 1 – อันดับ 1 แชมป์
  • 2550 – ไทยลีก ดิวิชั่น 2 – อันดับ 1 แชมป์

ผลงานตามฤดูกาลแข่งขัน

ฤดูกาล ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ควีนส์คัพ ถ้วย ก เอเอฟซี
แชมเปียนส์ลีก
เอเอฟซีคัพ อาเซียน
คลับ
ผู้ทำประตูสูงสุด
ระดับแข่งขัน แต้ม อันดับ ชื่อผู้ทำประตู ประตู
2550 ดิวิชัน 2 22 15 5 2 39 19 50 1                  
2551 ดิวิชัน1 30 19 8 3 58 17 65 1               ยาย่า 12
2552 ไทยลีก 30 19 8 3 48 20 65 1 รอบ3             ดักโน 10
2553 ไทยลีก 30 20 7 3 64 19 67 1 รอบ2 รอบ4   1 คัดเลือก รอบรอง   ดักโน 15
2554 ไทยลีก 34 17 9 8 54 32 60 3 รองแชมป์ รอบ5   2 คัดเลือก ก่อนรอง   ธีรศิลป์ 13
2555 ไทยลีก 34 25 9 0 78 31 84 1 รอบก่อนรองชนะเลิศ รอบ5           ธีรศิลป์ 24
2556 ไทยลีก 1 1 0 0 2 1 3 3       2 แบ่งกลุ่ม        
ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ตกชั้น เลื่อนชั้น อยู่ระหว่างทำการแข่งขัน

ผู้ฝึกสอน

รายชื่อผู้ฝึกสอน (2550 – ปัจจุบัน)

ชื่อ สัญชาติ ระยะเวลา ความสำเร็จ
นพพร เอกศาสตรา ธงชาติของไทย 2550 – 2551 แชมป์ ดิวิชัน 2
นาวาเอก สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ ธงชาติของไทย 2551 – เมษายน 2552 แชมป์ ดิวิชัน 1
อรรถพล บุษปาคม ธงชาติของไทย เมษายน 2552 – มกราคม 2553 แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก
เรอเน เดอซาแยร์ ธงชาติของเบลเยียม มกราคม 2553 – มกราคม 2554 แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก
การ์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยู ธงชาติของบราซิล มกราคม 2554 – มีนาคม 2554  
โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ธงชาติของเบลเยียม มีนาคม 2554 ดูแลทีมชั่วคราว
เฮ็นริเก้ คาลิสโต้ ธงชาติของโปรตุเกส มีนาคม 2554 – กันยายน 2554  
ร็อบบี ฟาวเลอร์ ธงชาติของอังกฤษ ตุลาคม 2554 – มกราคม 2555  
มิลอส โจซิค ธงชาติของเซอร์เบีย มกราคม 2555 – กุมภาพันธ์ 2555 ดูแลทีมชั่วคราว
สลาวีชา วอคานอวิช ธงชาติของเซอร์เบีย กุมภาพันธ์ 2555 – แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก

รายชื่อนักฟุตบอล

ณ วันที่ 23 มกราคม 2556

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 ธงชาติของไทย GK อัมรินทร์ เยาว์ดำ
2 ธงชาติของไทย DF อาทิตย์ ดาวสว่าง
4 ธงชาติของไทย DF ภานุพงศ์ วงศ์ษา (รองกัปตันทีมที่ 2)
5 ธงชาติของเกาหลีเหนือ DF รี ฮวาง ชอน
6 ธงชาติของไทย DF ธฤติ โนนศรีชัย
7 ธงชาติของไทย MF ดัสกร ทองเหลา Captain sports.svg
8 ธงชาติของเกาหลีเหนือ MF ปัก นัม โชล
9 ธงชาติของออสเตรีย FW โรลันด์ ลินซ์
10 ธงชาติของไทย FW ธีรศิลป์ แดงดา
11 Flag of the Netherlands MF อัดนัน บาราคัท
13 ธงชาติของไทย FW ชัยณรงค์ ทาทอง
14 ธงชาติของไทย MF ศิวกร จักขุประสาท
16 ธงชาติของไทย MF จักรพันธ์ พรใส
 
No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
18 ธงชาติของไทย DF มงคล นามนวด
19 ธงชาติของไทย MF พิชิตพงษ์ เฉยฉิว (รองกัปตันทีมที่ 1)
20 Flag of the Republic of Macedonia MF มารีโอ ยูโรฟสกี
21 ธงชาติของโกตดิวัวร์ MF ดักโน เซียกา (รองกัปตันทีม)
23 ธงชาติของไทย DF ปิยพล บรรเทา
25 ธงชาติของไทย DF ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
26 ธงชาติของไทย GK กวิน ธรรมสัจจานันท์
28 ธงชาติของไทย GK วีระ เกิดพุดซา
29 ธงชาติของไทย FW ณภัทร ธำรงศุภกร
35 ธงชาติของไทย DF วีรวุฒิ กาเหย็ม
36 ธงชาติของไทย MF ศราวุฒิ มาสุข
39 ธงชาติของไทย GK วิษณุศักดิ์ แก้วเรือง
40 ธงชาติของเกาหลีใต้ DF คิม ยู จิน

[แก้]ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
3 ธงชาติของไทย DF ทศพล ลาเทศ (ไป สิงห์ท่าเรือ จนจบฤดูกาล)
15 ธงชาติของไทย MF สารัช อยู่เย็น (ไป นครราชสีมา จนจบฤดูกาล)
22 ธงชาติของโกตดิวัวร์ FW โคเน โมฮาเหม็ด (ไป สมุทรสงคราม จนจบฤดูกาล)
27 ธงชาติของสโลวีเนีย DF มาเต็จ รัปนิก (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
 
No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
40 ธงชาติของไทย GK ทัตพิชา อักษรศรี (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
ธงชาติของเกาหลีเหนือ FW โช คุม โชล (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
ธงชาติของเกาหลีเหนือ FW รี เมียง จุน (ไป สิงห์ท่าเรือ จนจบฤดูกาล)

ผู้เล่นที่มีชื่อเสียง

ไทย

 

เอเชีย

 

แอฟริกา

 

ยุโรป

   

บุคลากร

ตำแหน่ง ชื่อ
ประธานสโมสรกิตติมศักดิ์ ธงชาติของไทย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ประธานสโมสร ธงชาติของไทย พงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์
รองประธานสโมสร ธงชาติของไทย วิลักษณ์ โหลทอง/วรรคสร โหลทอง
ผู้อำนวยการสโมสร ธงชาติของไทย รณฤทธิ์ ซื่อวาจา
ผู้จัดการทั่วไป ธงชาติของไทย กานต์ จันรัตน์
ผู้จัดการทีม ธงชาติของเซอร์เบีย สลาวีชา วอคานอวิช
ผู้อำนวยการอะคาเดมี ธงชาติของไทย สมพล ชมชื่น
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ธงชาติของไทย อุทัย บุญเหมาะ/อัจฉริยะ วณิชชานนท์
เลขานุการ ธงชาติของไทย เพียรศักดิ์ อ่อนสำอางค์
แพทย์ประจำสโมสร ธงชาติของไทย นพ.พรเทพ ม้ามณี
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ธงชาติของไทย ศุภชัย กลางกระแส
เจ้าหน้าที่ทีม ธงชาติของไทย สรายุทธ ทองสมาน/พิมุกต์ เขนย
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธงชาติของไทย บรรลือศักดิ์ สุขประพฤติ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธงชาติของไทย อนุสรณ์ ประดิษฐวงค์
เจ้าหน้าที่ประสานงานแฟนคลับ ธงชาติของไทย ชาญวิทย์ โพธิ์ชัย

สปอนเซอร์

ชุดแข่งขัน

ฤดูกาล เสื้อ ผู้สนับสนุน
2008 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2009–2010 ธงชาติของเยอรมนี อาดิดาส ยามาฮ่า
2011 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2012 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต เอสซีจียามาฮ่า

[แก้]สโมสรพันธมิตร

[แก้]ภายในประเทศ

ต่างประเทศ

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 ข้อมูลจำเพาะสโมสร
  2. ^ เปิดตำนานเมืองทอง แชมป์ไทยลีก
  3. ^ เมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด
  4. ^ ประวัติความเป็นมา แอร์ฟอร์ซยูไนเต็ด
  5. ^ เมืองทองเจาะคูเวตไม่เข้าเจ๊า 0-0 พ่ายประตูรวม
  6. ^ ชัดเจน!ฟาวเลอร์ประกาศลาออกจากกิเลนไปกินโรตี
  7. ^ ‘กิเลน’จับมือ’เอสซีจี’ทุ่มงบ600ล้าน 5 ปี เปลี่ยนชื่อทีม-รังเหย้า
  8. ^ AFC ตรวจสนาม YAMAHA ผ่านฉลุย
  9. ^ เสี่ยเป้เผยสนามยามาฮ่าใกล้เสร็จ คาดต้นปีหน้าเตรียมเปิดใช้
  10. 10.0 10.1 10.2 ราคาค่าเข้าชม
  11. ^ กิเลน เตรียมสร้างรังเหย้าใหม่จุ 3 หมื่น

แหล่งข้อมูลอื่น

ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B5_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%94

แปิ

ประวัติสโมสร

[แก้]ยุคแรก (โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์)

ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด คือ วรวีร์ มะกูดี ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ภายหลังก่อตั้งทีมโรงเรียนศาสนวิทยา หรือสโมสรฟุตบอลบีอีซี เทโรศาสนปัจจุบัน 3 ปี ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลเป็นชื่อทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ เริ่มไต่เต้าจากถ้วยเล็กสุดอย่างถ้วยพระราชทานประเภท ง กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชัน 1 ฤดูกาล 2545-2546 ทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนแรกเป็น สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก[2] โดยได้วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมือง เข้ามาทำทีม แต่แค่ฤดูกาลเดียวเมื่อไม่ประสบความสำเร็จวีระ ก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชัน 1 ต่อไป[3]

[แก้]เข้าสู่ระบบลีก

ฤดูกาลต่อมาของลีกดิวิชัน 1 2546 – 2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้ารับทำทีมต่อคือ สโมสรฟุตบอลหลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีสมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นผู้จัดการทีม แต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่ จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเภท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทย ให้เป็นสากลมากขึ้นจึงก่อตั้งลีกดิวิชัน 2 ขึ้นมาโดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ในฤดูกาล 2549 – 2550 ซึ่ง ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วย และปีนั้นกับลีกดิวิชัน 2 ของไทยครั้งแรกชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด โดยผู้สนับสนุนทีมคือ ระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสร[1]

[แก้]ยุคเริ่มต้นความสำเร็จ

เริ่มต้นที่ปี พ.ศ. 2550 ปีนั้นทีมใช้ผู้จัดการทีมอย่างนพพร เอกศาสตราคุมทีม โดยมีโรเบิร์ต โปรคูเรอร์เป็นผู้จัดการทีม ปีนั้นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีกดิวิชัน 2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ขึ้นไปเล่นลีกดิวิชัน 1 ในปี พ.ศ. 2551 ในปีต่อมา ผู้จัดการทีมอย่างสุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชัน 1 ประจำปี 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียร์ลีก 2552 (ไทยลีก ครั้งที่ 13)

ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศ นับจากก่อตั้งสโมสรมา 20 ปีนั้น ปีนั้น เมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชัน 2, ดิวิชัน 1 จนถึงลีกสูงสุดโดยใช้เวลาเพียง 3 ปี

[แก้]ฤดูกาล 2553

สโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2552 ในฤดูกาลก่อนได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก โดยตลอดทั้งฤดูกาลก็ทำผลงานได้ดีจนได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2553 เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ซึ่งการได้ 2 สมัยนั้นทำให้มีสถิติเทียบเท่าบีอีซี เทโรศาสนธนาคารกรุงไทย และทหารอากาศ (หรือแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) [4] ส่วนก่อนฤดูกาลแข่งขันนั้นก็ได้แชมป์ ถ้วยพระราชทานประเภท ก ที่สามารถชนะการท่าเรือไทย ได้ 2-0 ส่วนถ้วยอื่น ๆ อย่างเอเอฟซีคัพ และไทยคม เอฟเอคัพ ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ

[แก้]ฤดูกาล 2554

สโมสรฟุตบอลเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ดได้ลงป้องกันแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ครั้งนี้ทีมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะได้เป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน แต่ด้วยการไปเล่นเอเอฟซีคัพ ทำให้มีการเหนื่อยล้าของนักเตะ[5]รวมถึงการเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่จากเรอเน เดอซาแยร์มาเป็นการ์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยูและเฮ็นริเก คาลิสโต ในช่วงเลก 2 ของฤดูกาลมีการเซ็นสัญญาซื้อร็อบบี ฟาวเลอร์เข้าร่วมทีม ต่อมาในเดือนกันยายน คาลิสโต ที่พาทีมตกรอบเอเอฟซีคัพ ถูกทางสโมสรปลดออก และร็อบบี ฟาวเลอร์ ตำแหน่งเพลยเออร์-เมเนเจอร์ (เป็นทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่น) โดยทำการคุมทีมนัดแรกในนัดที่พบกับเอสซีจี สมุทรสงคราม หลังจากนั้นอีกไม่นาน เมื่อเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้เพียงอันดับ 3 ในฤดูกาลนี้ ทำให้ฟาวเลอร์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง[6]

[แก้]ฤดูกาล 2555

ปูนซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) ได้เซ็นสัญญาเพื่อมาเป็นผู้สนับสนุนของทีม โดยมีมูลค่าสัญญามากถึง 600 ล้านบาท[7] และได้ทำการเปลี่ยนชื่อสนาม จาก “ยามาฮ่า สเตเดียม” มาเป็น “เอสซีจี สเตเดียม” และชื่อทีมจาก “เมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด” มาเป็น “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ส่วนโลโก้ของสโมสรก็มีการเปลี่ยนให้ตัวกิเลนทั้ง 2 ตัว มีขาชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงก่อนเปิดฤดูกาลก็ได้มีการซื้อเอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์มงคล นามนวดอัดนัน บาราคัท และมารีโอ ยูโรฟสกี เข้ามาร่วมทีม รวมถึงการเซ็นสัญญาผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ สลาวีชา วอคานอวิช โดยผลงานจบเลกแรก ด้วยการเป็นอันดับที่ 1 ของตารางไทยพรีเมียร์ลีก 2555 หลังจากนั้นก่อนเปิดเลกที่ 2 ก็ได้มีการซื้อนักเตะเพิ่มเติม โดยมีเอดีบัลโด โรคัซ เอร์โมซา ปีกทีมชาติโบลิเวีย และเปาโล เรนเกิล นักเตะบราซิล ต่อมาในช่วงเดือนกันยายน ทีมได้ตกรอบโตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการแพ้ทีโอที เอสซี และตกรอบไทยคม เอฟเอคัพด้วยการแพ้อาร์มี ยูไนเต็ด แต่ทีมยังรักษาอันดับ 1 ไว้ได้ตั้งแต่เลกแรก และจนถึงช่วงปลายเลกที่ 2 ทีมก็ยังรักษาฟอร์มที่ดีไว้ได้ จนเหลือ 3 นัดสุดท้าย เมื่อแต้มได้ทิ้งห่าง ชลบุรี เอฟซี ทีมอันดับที่ 2 มากพอที่จะได้เป็นแชมป์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล โดยมีการฉลองแชมป์ที่เอสซีจี สเตเดียม ในนัดที่พบกับชัยนาท เอฟซี โดยหลังจบเกม ทางสโมสรให้แฟนบอลได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ และให้ลงมาสัมผัสสนามหญ้าของเอสซีจี สเตเดียม รวมไปถึงให้พบกับนักฟุตบอลของทีมอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง และฤดูกาลหน้า สโมสรจึงได้สิทธิ์ไปเล่นเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่ม และปีนี้เองที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ทำสถิติไร้พ่ายเป็นทีมแรกของเมืองไทยและของสโมสร

[แก้]สนาม

เอสซีจี สเตเดียม
เอสซีจี สเตเดียม
Yamaha stadium.jpg
ที่ตั้ง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีประเทศไทย
เจ้าของ การกีฬาแห่งประเทศไทย
ผู้ดำเนินการ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ความจุ 17,500 ที่นั่ง[1]
ใช้จัดงาน
สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด ใช้สนามเอสซีจี สเตเดี้ยมเป็นสนามเหย้า โดยสนามแห่งนี้อยู่หลังอาคารชาเลนเจอร์ นอกจากนี้ยังมีห้องวีไอพี บ็อก ให้บริการ และพื้นที่สำหรับผู้สื่อข่าว รวมถึงห้องแถลงข่าว

สำหรับสนามเอสซีจี สเตเดียม นั้นปัจจุบันมีความจุ 17,500 ที่นั่ง ได้มาตรฐานเอเอฟซี[8] ย้อนกลับไปปี พ.ศ 2550 สภาพสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ซึ่งยังเรียกว่า ธันเดอร์โดม สเตเดี้ยม แสดงพัฒนาการให้เห็นขึ้นตามลำดับ ไล่มาตั้งแต่การคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ในปี 2550 ก่อนจะก้าวไปอีกขั้นกับ แชมปืดิวิชั่น 1 ในปี 2551 ต่อด้วย แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ในปี 2552 จนแฟนคลับมีจำนวนเพื่มขึ้นตามลำดับ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อสนามเป็น ยามาฮ่า สเตเดี้ยม พร้อมลงมือก่อสร้างอัฒจรรย์ทั้ง 3ด้าน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและในปี 2553 ได้ทำการปรับปรุงพื้นสนาม โดยใช้หญ้าพันธุ์ดีอย่าง “พาสพาลัม”[9] ขณะที่ส่วนอัฒจรรย์ ที่นั่งของสนามยามาฮ่าสเตเดี้ยม ยังติดตั้งเก้าอี้ จำนวน 9,000 ที่นั้ง ในอัฒจรรย์ฝั่งทิศตะวันออก และตะวันตก ปี 2555 ได้เปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์ใหม่เป็น “เอสซีจี สเตเดียม”

ราคาตั๋ว อัฒจรรย์ทิศตะวันตก (West Stand) โซน W1-W3 และ W7 120 บาท โซน W4-W6 150 บาท[10] อัฒจรรย์ทิศตะวันออก (East Stand) โซน E1 และ E4 120 บาท โซน E2-E3 200 บาท[10] อัฒจรรย์ทิศเหนือ (North Stand) และทิศใต้ (South Stand) 100 บาท[10]

อนาคตทางเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดมีแผน 2 แผนคือ ต่อเติมให้มีความจุ 25,000 คน หรือสร้างสนามใหม่เพื่อรองรับแฟนบอล 35,000 คน ซึ่งใช้งบราว 500-700 ล้านบาท[11]

ลักษณะการเชียร์ กองเชียร์เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเรียกกันว่า “อุลตร้า เมืองทอง เชียร์ไม่มีหมด 90 นาที และ กิเลน N-ZONE” โดยมีฝั่งอัฒจรรย์ ทิศเหนือ และ ทิศใต้ เป็นโซนยืนเชียร์แต่ปัจจุบันได้ติดเก้าอี้แล้ว ส่วนอัฒจรรย์ทิศตะวันออก และตะวันตก เป็นที่นั่งติดเก้าอี้ทั้งหมด

[แก้]ผลงาน

  • 2555 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2554 – ไทยคม เอฟเอ คัพ – รองชนะเลิศ
  • 2554 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 3
  • 2554 – ถ้วยพระราชทาน ก – รองชนะเลิศ
  • 2553 – ไทยคม เอฟเอ คัพ – รองชนะเลิศ
  • 2553 – เอเอฟซี คัพ – รอบรองชนะเลิศ
  • 2553 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2553 – ถ้วยพระราชทาน ก – ชนะเลิศ
  • 2552 – ไทยพรีเมียร์ลีก – อันดับ 1 แชมป์
  • 2551 – ไทยลีก ดิวิชั่น 1 – อันดับ 1 แชมป์
  • 2550 – ไทยลีก ดิวิชั่น 2 – อันดับ 1 แชมป์

[แก้]ผลงานตามฤดูกาลแข่งขัน

ฤดูกาล ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ควีนส์คัพ ถ้วย ก เอเอฟซี
แชมเปียนส์ลีก
เอเอฟซีคัพ อาเซียน
คลับ
ผู้ทำประตูสูงสุด
ระดับแข่งขัน แต้ม อันดับ ชื่อผู้ทำประตู ประตู
2550 ดิวิชัน 2 22 15 5 2 39 19 50 1                  
2551 ดิวิชัน1 30 19 8 3 58 17 65 1               ยาย่า 12
2552 ไทยลีก 30 19 8 3 48 20 65 1 รอบ3             ดักโน 10
2553 ไทยลีก 30 20 7 3 64 19 67 1 รอบ2 รอบ4   1 คัดเลือก รอบรอง   ดักโน 15
2554 ไทยลีก 34 17 9 8 54 32 60 3 รองแชมป์ รอบ5   2 คัดเลือก ก่อนรอง   ธีรศิลป์ 13
2555 ไทยลีก 34 25 9 0 78 31 84 1 รอบก่อนรองชนะเลิศ รอบ5           ธีรศิลป์ 24
2556 ไทยลีก 1 1 0 0 2 1 3 3       2 แบ่งกลุ่ม        
ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ตกชั้น เลื่อนชั้น อยู่ระหว่างทำการแข่งขัน

[แก้]ผู้ฝึกสอน

รายชื่อผู้ฝึกสอน (2550 – ปัจจุบัน)

ชื่อ สัญชาติ ระยะเวลา ความสำเร็จ
นพพร เอกศาสตรา ธงชาติของไทย 2550 – 2551 แชมป์ ดิวิชัน 2
นาวาเอก สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ ธงชาติของไทย 2551 – เมษายน 2552 แชมป์ ดิวิชัน 1
อรรถพล บุษปาคม ธงชาติของไทย เมษายน 2552 – มกราคม 2553 แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก
เรอเน เดอซาแยร์ ธงชาติของเบลเยียม มกราคม 2553 – มกราคม 2554 แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก
การ์ลูส โรเบร์ตู จี การ์วัลยู ธงชาติของบราซิล มกราคม 2554 – มีนาคม 2554  
โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ธงชาติของเบลเยียม มีนาคม 2554 ดูแลทีมชั่วคราว
เฮ็นริเก้ คาลิสโต้ ธงชาติของโปรตุเกส มีนาคม 2554 – กันยายน 2554  
ร็อบบี ฟาวเลอร์ ธงชาติของอังกฤษ ตุลาคม 2554 – มกราคม 2555  
มิลอส โจซิค ธงชาติของเซอร์เบีย มกราคม 2555 – กุมภาพันธ์ 2555 ดูแลทีมชั่วคราว
สลาวีชา วอคานอวิช ธงชาติของเซอร์เบีย กุมภาพันธ์ 2555 – แชมป์ ไทยพรีเมียร์ลีก

[แก้]รายชื่อนักฟุตบอล

ณ วันที่ 23 มกราคม 2556

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 ธงชาติของไทย GK อัมรินทร์ เยาว์ดำ
2 ธงชาติของไทย DF อาทิตย์ ดาวสว่าง
4 ธงชาติของไทย DF ภานุพงศ์ วงศ์ษา (รองกัปตันทีมที่ 2)
5 ธงชาติของเกาหลีเหนือ DF รี ฮวาง ชอน
6 ธงชาติของไทย DF ธฤติ โนนศรีชัย
7 ธงชาติของไทย MF ดัสกร ทองเหลา Captain sports.svg
8 ธงชาติของเกาหลีเหนือ MF ปัก นัม โชล
9 ธงชาติของออสเตรีย FW โรลันด์ ลินซ์
10 ธงชาติของไทย FW ธีรศิลป์ แดงดา
11 Flag of the Netherlands MF อัดนัน บาราคัท
13 ธงชาติของไทย FW ชัยณรงค์ ทาทอง
14 ธงชาติของไทย MF ศิวกร จักขุประสาท
16 ธงชาติของไทย MF จักรพันธ์ พรใส
 
No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
18 ธงชาติของไทย DF มงคล นามนวด
19 ธงชาติของไทย MF พิชิตพงษ์ เฉยฉิว (รองกัปตันทีมที่ 1)
20 Flag of the Republic of Macedonia MF มารีโอ ยูโรฟสกี
21 ธงชาติของโกตดิวัวร์ MF ดักโน เซียกา (รองกัปตันทีม)
23 ธงชาติของไทย DF ปิยพล บรรเทา
25 ธงชาติของไทย DF ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
26 ธงชาติของไทย GK กวิน ธรรมสัจจานันท์
28 ธงชาติของไทย GK วีระ เกิดพุดซา
29 ธงชาติของไทย FW ณภัทร ธำรงศุภกร
35 ธงชาติของไทย DF วีรวุฒิ กาเหย็ม
36 ธงชาติของไทย MF ศราวุฒิ มาสุข
39 ธงชาติของไทย GK วิษณุศักดิ์ แก้วเรือง
40 ธงชาติของเกาหลีใต้ DF คิม ยู จิน

[แก้]ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
3 ธงชาติของไทย DF ทศพล ลาเทศ (ไป สิงห์ท่าเรือ จนจบฤดูกาล)
15 ธงชาติของไทย MF สารัช อยู่เย็น (ไป นครราชสีมา จนจบฤดูกาล)
22 ธงชาติของโกตดิวัวร์ FW โคเน โมฮาเหม็ด (ไป สมุทรสงคราม จนจบฤดูกาล)
27 ธงชาติของสโลวีเนีย DF มาเต็จ รัปนิก (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
 
No.   ตำแหน่ง ผู้เล่น
40 ธงชาติของไทย GK ทัตพิชา อักษรศรี (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
ธงชาติของเกาหลีเหนือ FW โช คุม โชล (ไป นครนายก จนจบฤดูกาล)
ธงชาติของเกาหลีเหนือ FW รี เมียง จุน (ไป สิงห์ท่าเรือ จนจบฤดูกาล)

[แก้]ผู้เล่นที่มีชื่อเสียง

ไทย

 

เอเชีย

 

แอฟริกา

 

ยุโรป

   

[แก้]บุคลากร

ตำแหน่ง ชื่อ
ประธานสโมสรกิตติมศักดิ์ ธงชาติของไทย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ประธานสโมสร ธงชาติของไทย พงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์
รองประธานสโมสร ธงชาติของไทย วิลักษณ์ โหลทอง/วรรคสร โหลทอง
ผู้อำนวยการสโมสร ธงชาติของไทย รณฤทธิ์ ซื่อวาจา
ผู้จัดการทั่วไป ธงชาติของไทย กานต์ จันรัตน์
ผู้จัดการทีม ธงชาติของเซอร์เบีย สลาวีชา วอคานอวิช
ผู้อำนวยการอะคาเดมี ธงชาติของไทย สมพล ชมชื่น
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ธงชาติของไทย อุทัย บุญเหมาะ/อัจฉริยะ วณิชชานนท์
เลขานุการ ธงชาติของไทย เพียรศักดิ์ อ่อนสำอางค์
แพทย์ประจำสโมสร ธงชาติของไทย นพ.พรเทพ ม้ามณี
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ธงชาติของไทย ศุภชัย กลางกระแส
เจ้าหน้าที่ทีม ธงชาติของไทย สรายุทธ ทองสมาน/พิมุกต์ เขนย
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธงชาติของไทย บรรลือศักดิ์ สุขประพฤติ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธงชาติของไทย อนุสรณ์ ประดิษฐวงค์
เจ้าหน้าที่ประสานงานแฟนคลับ ธงชาติของไทย ชาญวิทย์ โพธิ์ชัย

[แก้]สปอนเซอร์

[แก้]ชุดแข่งขัน

ฤดูกาล เสื้อ ผู้สนับสนุน
2008 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2009–2010 ธงชาติของเยอรมนี อาดิดาส ยามาฮ่า
2011 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต ยามาฮ่า
2012 ธงชาติของไทย แกรนด์ สปอร์ต เอสซีจียามาฮ่า

[แก้]สโมสรพันธมิตร

[แก้]ภายในประเทศ

[แก้]ต่างประเทศ

[แก้]อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 ข้อมูลจำเพาะสโมสร
  2. ^ เปิดตำนานเมืองทอง แชมป์ไทยลีก
  3. ^ เมืองทองหนองจอกยูไนเต็ด
  4. ^ ประวัติความเป็นมา แอร์ฟอร์ซยูไนเต็ด
  5. ^ เมืองทองเจาะคูเวตไม่เข้าเจ๊า 0-0 พ่ายประตูรวม
  6. ^ ชัดเจน!ฟาวเลอร์ประกาศลาออกจากกิเลนไปกินโรตี
  7. ^ ‘กิเลน’จับมือ’เอสซีจี’ทุ่มงบ600ล้าน 5 ปี เปลี่ยนชื่อทีม-รังเหย้า
  8. ^ AFC ตรวจสนาม YAMAHA ผ่านฉลุย
  9. ^ เสี่ยเป้เผยสนามยามาฮ่าใกล้เสร็จ คาดต้นปีหน้าเตรียมเปิดใช้
  10. 10.0 10.1 10.2 ราคาค่าเข้าชม
  11. ^ กิเลน เตรียมสร้างรังเหย้าใหม่จุ 3 หมื่น

[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น